คุ้ยเส้นทางเงิน พลิกคดีบอส! เนตร 80 กม./ชม. เบี้ยว กมธ. Featured

ทุกวิชาชีพย่อมมีทั้งคนดี และไม่ดี ปะปนกันไป คดีประวัติศาสตร์กรณีอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดงแสนล้าน ผู้ต้องหาคดีขับรถหรูชนตำรวจเสียชีวิต เมื่อปี 2555 นำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมเป็นวงกว้าง

...................

ทั้งวัตถุพยานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ รวมถึงความพยายามที่จะนำพ่อบ้านมาเป็น “ผู้รับผิดขับรถแทนบอส” ซึ่งจวบจนปัจจุบันนี้ นายบอสก็ยังคงหลบหนีอาญาแผ่นดินอยู่ในต่างประเทศ

ส่งผลให้นักกฎหมายเพ่ง เล็งไปที่เนื้อหาสาระสำคัญแห่งกฎหมายที่ว่า “พนักงานอัยการท่านอื่น ย่อมไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นสั่งไม่ฟ้อง การกระทำเช่นนั้น เป็นการก้าวล่วงความเป็นอิสระของพนักงานอัยการท่านที่สั่งฟ้องนายวรยุทธ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”

น่าสนใจตรงที่ ก่อนที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอื้อฉาวนี้ พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำสั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว ทว่า นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด กลับอ้างเหตุผลสำคัญจากพยานใหม่ 2 คนที่เพิ่งมาให้การในปี 2562 ว่านายบอสขับรถไม่เกิน 80 กม./ชม. ขัดแย้งกับนายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและทำรายงานค่าความเร็ว 177 กม./ชม. แต่รายงานดังกล่าวไม่ปรากฎในสำนวน

ประเด็นที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือ ความเห็นของนักวิชาการที่แตกเป็น 2 ขั้ว เกี่ยวกับการคำนวณความเร็วรถยนต์ของนายวรยุทธก่อนชนตำรวจ โดยนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักวิชาการวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ คํานวณความความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. ล่าสุดได้ตอบคำถามกรรมาธิการตำรวจฯ ยืนยันว่า ไม่ได้คำนวณผิดพลาด หากแต่เป็นสมมติฐานส่วนตัว

สอดรับกับ นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้อง เปิดเผยว่า การประชุมครั้งที่ 2 เราได้ข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะได้ประสานไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เกี่ยวกับเรื่องหมายจับ ที่ตำรวจบอกว่า ขอถอนหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา เพื่อให้คดียุติไปนั้น

ทราบว่าวันนั้น ทางตำรวจไปขอถอนหมายจับจริง แต่มีกลุ่มมวลชนนำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. ไปยื่นคำร้องขอศาล อย่าเพิ่งถอนหมายจับ ศาลเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องไต่สวนก่อน พนักงานสอบสวนจึงถอนคำร้องไปแล้ว จึงยืนยันว่าขณะนี้หมายจับยังอยู่ และเหตุที่หมายจับยังอยู่ เนื่องจากคดียังไม่ยุติ ยังเป็นปัญหาอยู่ อัยการก็เพิ่งแถลงไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่าจะนำข้อมูลเข้าใหม่และสั่งคดีใหม่

“หากเป็นประเด็นที่ประชาชนสงสัย หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เรารับฟังทั้งหมด หลังจากนี้จะเปิดอีเมล์รับข้อมูล เพื่อตรวจสอบในทุกด้าน แต่เบื้องต้นส่งมาที่อีเมล์ของตนก่อน คือ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. ใครคับข้องใจ สามารถส่งมาได้”

ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน แม้ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น นายวิชา เห็นว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ซึ่งคงจะต้องลิสต์รายชื่อว่าจะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินของใครบ้าง???

ขณะที่บรรยากาศที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ เป็นประธาน ร่วมกับนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯ ได้เชิญหลายฝ่ายมาชี้แจงให้ข้อมูลเพิ่ม ในคดีของนายวรยุทธ 

โดย นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงไล่เรียงขั้นตอนการตรวจสอบคณะกรรมการของอัยการที่ทำการตรวจสอบสำนวนของนายวรยุทธ ครบ 7 วัน เห็นว่าในสำนวนมีข้อสงสัย เรื่องความเร็วรถของนายวรยุทธ ที่นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและทำรายงานค่าความเร็ว 177 กม./ชม. แต่รายงานดังกล่าวไม่ปรากฏในสำนวนพนักงานสอบสวน จึงถือว่าข้อมูลนี้เป็นพยานใหม่ที่สามารถไปสอบสวนเพิ่มเติม ให้ดำเนินคดีต่อนายวรยุทธเรื่องความเร็วรถใหม่ได้ เนื่องจากคดียังไม่หมดอายุความ

ส่วนการเชิญนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มาชี้แจงต่อกรรมาธิการตำรวจฯ ครั้งที่ 2 แต่ไม่ได้รับการตอบรับ โดยเจ้าตัวอ้างว่า “ติดธุระ” นับเป็นไฮไลท์ที่สังคมต้องการได้ยินความเห็นมากที่สุด ถึงเหตุผลการสั่งไม่ฟ้อง จะมาตามคำเชิญของกรรมาธิการฯ หรือจะต้องใช้ พ.ร.บ.เรียกตัวมาหรือไม่ นายเนตร จะมีชีพจรแบบสโลว์ไลฟ์ตามความเร็วรถหรูไม่เกิน 80 กม./ชม. หรือไม่อย่างไร ก็ต้องติดตามชมกันต่อไป 

มหากาพย์ “คุกมีไว้ขังคนจน” จะดำรงอยู่ควบคู่กับความเชื่อของสังคมไทยอีกยาวนานเพียงใดนั้น ก็คงต้องจับตาดูอย่างจดจ่อว่า การสั่งไม่ฟ้องลูกชายเจ้าสัวแสนล้านนี้ จะนำไปสู่กับปฏิรูปองค์กรยุติธรรมให้โปร่งใสตรวจสอบได้ รวมถึงการแก้กฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องราวเหล่านี้ในอนาคต ได้มากน้อยเพียงใด

บทสรุปแห่งคดีนี้ หากมีการวิ่งเต้นช่วยเหลือนายบอสจริง และมีการใช้เม็ดเงินก้อนโตล่อใจผู้มีอำนาจวาสนา จนนำไปสู่การไม่ฟ้องคดีหรือไม่นั้น แน่นอนคงไม่มีใครใจกล้าแอ่นอกติดคุกแทน “บอส อยู่วิทยา”

ดังนั้นทุกข้อสงสัย ย่อมสามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน วัตถุพยาน ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามอำนาจเงิน

และความคาดหวังสูงสุดของสังคมก็คือ นอกจากการนำลูกมหาเศรษฐีมารับโทษตามกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการฟอกขาว เย้ยฟ้าท้านรก ครั้งนี้ ย่อมจะต้องได้รับผลแห่งกรรมอย่างสาสมเช่นกัน.

Last modified on Wednesday, 05 August 2020 21:27