จำกัดความเร็ว 120 กม./ชม. = ส่งเสริมความตายบนถนน

By December 22, 2019

เพิ่มการจำกัดความเร็วเป็น 120 กม./ชม. = นโยบายส่งเสริมความตายบนถนนหลวง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน (Thai RSC) ณ วันที่ 20 ธ.ค.2562 เปิดเผยตัวเลขอุบัติเหตุสะสมจำนวน 896,949 ครั้ง บาดเจ็บ 882,849 ราย และตาย 16,100 ราย แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลงจากปี 2561 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตสะสม 22,491 ราย แต่ยังเป็นตัวเลขความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนลำดับต้นๆ ของโลก

ในขณะที่ข้อมูลจากรายงานอุบัติเหตุจราจรบนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2561 พบว่า อุบัติเหตุบนทางหลวงแผ่นดินในเขตความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จากปี 2554 จนถึง 2561 คิดเป็น 18% ของทั้งประเทศ และมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในปี 2561 รวมทั้งสิ้น 101,793  ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 8,123 คน อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบนทางตรง โดยพาหนะหลักที่เป็นสาเหตุ รถกระบะ สำหรับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุคือ การใช้ความเร็ว

สำหรับปี 2562 กรมทางหลวงเปิดเผยข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศ เดือนกันยายน 2562 พบว่าเกิดอุบัติเหตุจำนวน 736 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 120 คน ได้รับบาดเจ็บ 610 คน จำนวน รถที่เกิดอุบัติเหตุ 1,109 คัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติอุบัติเหตุเดือนกันยายนปี 2561 พบว่าจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 11% ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1% บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 6% จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 23%  โดยอุบัติเหตุ 72% เกิดจากขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด

สำหรับสาเหตุหลักในการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่

อันดับ 1 ผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด 72% (532 ครั้ง)

อันดับ 2 หลับใน 7% (48 ครั้ง)

อันดับ 3 ตัดหน้าระยะกระชั้นชิด 5% (39 ครั้ง)

อันดับ 4 อุปกรณ์รถบกพร่อง 4% (26 ครั้ง)

โดยอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบริเวณทางตรง 67% (494 ครั้ง) ,ทางโค้งปกติ 12% (91 ครั้ง) และลาดชัน 5% (37 ครั้ง) ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 39% (435 คัน) ,รถยนต์นั่ง 28% (311 คัน) และรถจักรยานยนต์ 11% (117 คัน)

ทั้งนี้ หากจำแนกตามภาคของการเกิดอุบัติเหตุพบว่า เส้นทางในภาคเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 21% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 17% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16%

นอกจากนี้ ทางหลวงที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ทางหลวงหมายเลข 9 บางปะอิน – คลองพระยาสุเรนทร์ จำนวน 37 ครั้ง หากจำแนกตามรายจังหวัดพบว่ากรุงเทพมหานครเกิดอุบัติเหตุสูงสุด รองลงมา ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ตามลำดับ

จากข้อมูลของมูลนิธิไทยโรดส์ ซึ่งศึกษาสถานการณ์ปัญหาการใช้ความเร็วในประเทศไทย พบว่า “การใช้ความเร็วเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญมากที่สุดของการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย และเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตบนทางหลวง คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางหลวง โดยจากสถิติตั้งแต่ปี 2555-2558 พบจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วบนทางหลวงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น”

สถิติอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วบนทางหลวง จำแนกตามช่วงเวลาที่เกิดเหตุ พบว่าสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2554-2558) อุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วบนทางหลวงที่เกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 46,059 ครั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 เกิดขึ้นในเวลากลางวัน (06:00-17:59 น.) มากกว่ากลางคืน (18:00-05:59 น.) และจากการวิเคราะห์ดัชนีความรุนแรงเปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตต่อจำนวนอุบัติเหตุ บ่งชี้ว่าอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วที่เกิดขึ้นในเวลากลางคืนมีโอกาสทำให้เกิดการเสียชีวิตมากกว่า เมื่อแยกตามประเภทถนนโดยพิจารณาจากจำนวนช่องจราจร พบว่า อุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนทางหลวง 4 ช่องจราจร

แม้มีข้อมูลจากหลายหน่วยงาน รวมถึงความเห็นของนักวิชาการบ่งชี้ว่า สาเหตุของอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับขี่ยานพาหนะใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงเดินหน้านโยบายเพิ่มการจำกัดความเร็วจาก 90 กม./ชม. เป็น 120 กม./ชม. บนถนนหลวง 4 แห่ง โดยสั่งการให้คณะกรรมการแปรนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หนึ่งในนั้นคือปรับเพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ทุกประเภทบนถนนที่มีช่องจราจรตั้งแต่ 4 ช่องขึ้นไป จากความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการแปรนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับแก้กฎกระทรวงในการกำหนดอัตราความเร็วสูงสุดของรถยนต์ตามพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 โดยใช้ประเภทของถนนเป็นเกณฑ์ พร้อมกับแบ่งช่องจราจรตามความเร็ว เช่น ช่องจราจรความเร็วต่ำกว่า 80 กม./ชม. ช่องจราจรความเร็ว 80-100 กม./ชม. และช่องจราจรความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม. และห้ามต่ำกว่า 80 กม./ชม. นำร่องบนทางหลวง 4 สายหลักคือ ทางหลวงหมายเลข1 ( ถนนพหลโยธิน) ทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ทางหลวงหมายเลข3 (ถนนสุขุมวิท ) และทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม)

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกันเพื่อแก้ไขการใช้กฎหมายความเร็วให้สอดคล้องกันทั้ง 2 ฉบับ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอหน่วยงานให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎกระทรวงความเร็วก่อนเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) พิจารณา

ทางหลวงไทยไม่ได้ออกแบบเพื่อความเร็ว 120 กม./ชม.

“จากการศึกษาการเพิ่มความเร็วรถในต่างประเทศพบว่า ทุกประเทศจำกัดความเร็วรถยกเว้นเยอรมันที่มีถนนออโต้บาห์นซึ่งเป็นทางหลวงที่มีโครงข่ายทั่วประเทศเยอรมนี วิ่งได้ความเร็วสูง 180-270 กม./ชม. ซึ่งพบว่ามีผู้เสียชีวิตบนถนนออโต้บาห์นช่วงจำกัดความเร็ว ต่ำกว่าช่วงที่ไม่จำกัดความเร็วถึง 26 % และในปี 60 มีผู้เสียชีวิต 409 รายครึ่งหนึ่งเกิดจากการใช้ความเร็วไม่เหมาะสม ขณะที่สหรัฐอเมริกาเคยเพิ่มความเร็วรถเมื่อปี 60 มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 คน....”

รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย แสดงความห่วงกับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการชี้ชัดว่า ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุรถชนขณะความเร็ว 100 กม./ชม. หรือรถจักรยานยนต์ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. โอกาสรอดชีวิตแทบไม่มี

ขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงติดอันดับโลก ซึ่งจากสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางหลวงพบว่า 70% ของผู้เสียชีวิตเกิดจากการใช้ความเร็วเป็นหลัก ขณะที่นานาชาติต่างรณรงค์การลดความเร็วลงเพื่อลดอุบัติเหตุ แต่ประเทศไทยกลับกำลังเพิ่มความเร็วขึ้นอีก

ในขณะที่เวทีระดับนานาชาติและองค์กรต่างประเทศ ต่างกำลังเฝ้าดูเช่นกันว่า ประเทศไทยมีแนวทางการลดจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างไร

ทั้งนี้ ถนนทางหลวงในปัจจุบันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับความเร็ว 120 กม./ชม. ทั้งการออกแบบทางเรขาคณิตของถนน การออกแบบทางโค้งดิ่งและโค้งราบ ระยะการมองเห็น ระยะการติดตั้งป้าย อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เช่น การ์ดเรล ในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันการชนที่มีความเร็วถึง 100 กม./ชม. ได้ หากปรับเพิ่มความเร็วคงต้องเสียงบประมาณเปลี่ยนใหม่กันหมด ยังไม่นับสภาพแวดล้อมของถนนส่วนใหญ่ของประเทศที่เต็มไปด้วยทางเข้าออก จุดกลับรถ มีรถตัดหน้าได้ตลอดทั้งรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ที่ออกจากซอย ดังนั้นการควบคุมรถที่มีความเร็วสูงยิ่งทำได้ยากขึ้น

“สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนด Speed limit ต้องอ้างอิงจากความเร็วที่ใช้ในการออกแบบถนน ซึ่งนำมาใช้ในการออกแบบเรขาคณิตของถนน ที่รวมถึงทางโค้ง ทางราบ ทางตรง และระยะในการมองเห็น ระยะในการติดตั้งป้าย ซึ่งถนนในปัจจุบันเป็นข้อกำหนดมาจากกรมทางหลวง ถนนที่มีอยู่ทั่วประเทศกกำหนด Design speed ที่ 90-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามหลักการ Speed limit ควรจะต้องต่ำกว่าที่กำหนดของ Design speed อย่างน้อย 10-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะ Design speed คือค่าความเร็วสูงสุดที่ถนนสามารถรองรับได้อย่างปลอดภัย ปัจจุบัน Design speed อยู่ที่ 110 กิโลเมตรต ต่อชั่วโมง ดังนั้น Speed limit ควรจะต้องต่ำกว่านี้ จากตัวอย่าง Design speed ของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองกำหนดไว้ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น Speed limit ควรจะต้องต่ำกว่า” นี่คือข้อมูลทางวิชาการโดย รศ.ดร.กัณวีร์ ในการประชุมวิชาการ หัวข้อ “ทันสถานการณ์เพื่อการคมนาคมปลอดภัย”

ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ ไม่ได้แย้งการแก้ไขกฎหมายความเร็วไปทุกประเด็น หากปรับปรุงกายภาพให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยก็อาจพอเป็นไปได้

ชนที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รุนแรงเท่ากับตกจากตึก 19 ชั้น

นายณัฐพงศ์ บุญตอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจร และกรรมการมูลนิธิไทยโรดส์ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขับรถเร็วที่เป็นปัญหาระดับต้นๆ รองจากปัญหาเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงในสังคม และยกให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย

พร้อมยกตัวอย่างงานวิจัยว่า การขับรถในเขตเมืองด้วยความเร็วแค่ 30 กม./ชม. โอกาสที่ชนคนแล้วคนนั้นรอดมีถึง 90% แต่ถ้าขับด้วยความเร็ว 50 กม. /ชม. โอกาสคนรอดเหลือแค่ 10%  ถ้าขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. โอกาสคนรอดเป็นศูนย์ และชี้ให้เห็นว่าการขับ 120 กม./ชม. ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรงจะเท่ากับตกจากตึก 19 ชั้น ส่วนขับ 60 กม./ชม.จะเท่ากับตกตึก 5 ชั้น และแนะนำให้ขับรถห่างจากคันหน้า 50 เมตรขึ้นไปเพื่อเพิ่มระยะเบรก

ความเร็วไม่เกิน 80-90 กม./ชม. ยังมีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ศพ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า ที่ผ่านมากฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่ามีผู้เสียชีวิตการขับขี่สูงกว่า 800 คน หากปรับแก้กฎหมายให้เพิ่มความเร็วขึ้นอีก ก็ยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

“ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า คน 2 ใน 3 เสียชีวิตจากการขับรถเร็วบนทางหลวง และปีที่แล้วมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนทั่วไป 2 หมื่นกว่าคน โดย 1 ใน 4 หรือ 22% มีสาเหตุจากการใช้ความเร็ว ควรวิเคราะห์ให้รอบคอบ ต้องดูตัวเลขที่ผ่านมามีคนตายจากความเร็วจำนวนมาก เพราะถนนและทางโค้งในเมืองไทยถูกออกแบบตามความเร็วที่กฎหมาย ควรให้วิ่ง 90 กม./ชม. และควรออกแบบการบังคับใช้โดยใช้กล้องจับความเร็วอย่างจริงจัง”

นพ.ธนะพงศ์ มีข้อกังวลเพิ่มเติมว่า การเพิ่มความเร็วรถจะสร้างผลกระทบด้านความปลอดภัย เนื่องจากความเร็วที่เพิ่มขึ้นมีความเสี่ยงในเรื่องแรงปะทะ โดยความเร็ว 120 กม./ชม. มีแรงปะทะเท่ากับการตกตึก 19 ชั้น อีกทั้งความรุนแรงจากแรงปะทะจะทำให้การตัดสินใจสั้นลง อย่างปกติขับ 90 กม./ชม. วิ่งตามรถคันหน้า หากต้องแตะเบรกเท่ากับว่าใช้เวลาในการตัดสินใจประมาณ 1 วินาที และกรณีขับความเร็ว 120 กม. ซึ่งการแตะเบรกช่วง 1 วินาที ต้องอยู่รถคันหน้าประมาณ 33 เมตร

ทางด้านกายภาพของถนนมีผลอย่างมากต่อการเกิดอุบัติเหตุ

นพ.ธนะพงศ์ ยกตัวอย่างถนนมอเตอร์เวย์ที่สามารถใช้ความเร็วได้ 120 กม./ชม. เนื่องจากออกแบบให้มีกายภาพที่ไม่เพิ่มความเสี่ยง อาทิ ถนนมี 4 เลนในทิศทางเดียวกัน ควบคุมการเชื่อมทางในการให้เข้าด่าน ห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นมาวิ่ง ไม่มียูเทิร์น

“หากจะใช้ความเร็วต้องพิจารณาด้านกายภาพของถนนว่าสามารถรองรับอย่างปลอดภัยหรือไม่ ถนนทางหลวงทั่วไป มีจุดยูเทิร์นตัดกระแสรถอันตรายมากทำให้เกิดการชนด้านหน้าและด้านข้างรถยนต์ หากร่างกายคนเราโดนชนด้านหน้า แม้จะขับเพียง 70 กม. ก็เสียชีวิตได้”

สอดคล้องกับความเห็นของ นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่า ข้อมูลของศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลก ด้านการป้องกันอุบัติเหตุ ระบุว่า สภาพถนนในประเทศไทยไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ความเร็ว เพราะเป็นถนนที่มีทางเชื่อม ทางแยก มีจุดกลับรถ ชุมชน บางจุดมีรถเพื่อการเกษตรวิ่งร่วมอยู่บนถนนด้วย หากกำหนดให้รถใช้ความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเสี่ยงมากขึ้น สำหรับการจำกัดความเร็วที่เหมาะสม นพ.วิทยา ระบุว่า ทางองค์การอนามัยโลกได้มีการศึกษามาแล้วว่า ความเร็วในเขตเมืองไม่ควรเกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วในถนนหลวงสามารถเพิ่มจาก 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบางเส้นทาง

ข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนแบบนี้ คงทำให้เห็นภาพได้ว่า นโยบายแก้กฎหมายเพื่อความเพิ่มความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ของกระทรวงคมนาคม โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้เหตุผลว่าต้องการลดปัญหาการจราจรติดขัด เป็นการปัญหาที่ไม่ติดจุด ไม่สมเหตุสมผล

ต้องติดตามกันต่อไปว่า นโยบายที่เน้นความเร็วแต่ไม่ให้ความสำคัญของความปลอดภัยในการเดินทางนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาจราจรติดขัด หรือเพิ่มจำนวนอุบัตเหตุทางถนน จำนวนผู้บาดเจ็บ พิการ และตายจะเพิ่มขึ้นตามเข็มไมล์ 120กม./ชม. อย่างไร???

...................

Last modified on Sunday, 22 December 2019 19:39