Admin

Admin

14 ต.ค.2563 ประวัติศาสตร์ต้องจารึก และในที่สุดคนไทยผู้มีใจภักดิ์ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ได้เห็นธาตุแท้ของ “ม็อบ 3 นิ้ว” หรือ “ม็อบคณะราษฎร 2563” กันแล้วว่ามีเป้าหมายล้มล้างสถาบัน ไม่ใช่เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยแต่อย่างใด

.................

เมื่อปรากฏว่าฝูงชนที่ร่วมชุมนุมปฏิบัติการอุกอาจคุกคามพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2563 ที่วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร และวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ย่ำยีหัวใจไทยทั้งชาติ ภาพที่ปรากฏการม็อบใช้ถ้อยคำหยาบคาย ปาขวดน้ำ ชูนิ้วกลาง บุกประชิดรถขบวนพระที่นั่ง ไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศไทยจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเศร้าสะเทือนใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีคำถามใหญ่เหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาให้สมพระเกียรติได้ ซ้ำร้ายยังมีภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบชู 3 นิ้วร่วมกับฝูงชนผู้ชุมนุม “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะแม่ทัพสีกากีคนที่ 12 แถลงนโยบาย 19 ข้อไว้อย่างสวยหรู จะต้องคำถามประชาชนอย่างไร???

ทางกลับกัน ก็ต้องเห็นใจตำรวจที่ไม่อาจใช้มาตรการเด็ดขาดสลายการชุมนุมได้ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายก็เตรียมตัวเตรียมใจขึ้นโรงขึ้นศาลเดินเข้าคุกกันได้ถ้วนหน้า เพราะตำรวจเขาใช้อุปกรณ์ไฮเทค กล้องทุกมุมจับบันทึกภาพการทำระยำตำบอนของผู้ชุมนุมไว้หมดแล้ว

ท่ามกลางฝูงชนที่หมายมั่นล้มล้างสถาบัน พสกนิกรที่เห็นภาพเหตุการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จฯ แม้จะเศร้าสลดใจเกินบรรยาย อีกมุมหนึ่งก็ปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น เมื่อเห็นสมเด็จพระบรมราชินี ทรงยิ้ม และโบกพระหัตถ์ให้กับมวลชน โดยไม่ได้แสดงพระอาการหวาดวิตก ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในขณะที่มวลชนล้มล้างสถาบันรุกคืบเปิดฉากปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรึงกำลังรอบทำเนียบรัฐบาลเป็นระยะ “พริษฐ์ ชิวารักษ์” หรือ “เพนกวิน” แกนนำคณะราษฎร 2563 ปราศรัยว่า เป็นเวลา 6 ปี ที่เราต้องอาศัยเงามืดของระบอบเผด็จการ แต่วันนี้ความจริงประจักษ์ชัดต่อหน้าประชาชน เราเคยคิดว่าเราออกมาต่อสู้กับเผด็จการทหาร แต่เมื่อถึงเวลาความจริงประจักษ์ชัดว่า เผด็จการนี้ไม่ใช่เผด็จการทหาร แต่เป็นเผด็จการเยอรมนี เป็นระบอบ “ศักดินา” ที่ครอบงำเราอยู่

04.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค. 2563 หลังจากที่เลยกำหนดเวลาที่ตำรวจขีดเส้นตายให้ม็อบยุติการชุมนุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่สามารถกวาดต้อนมวลชนกระชับคืนพื้นที่โดยรอบของทำเนียบรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ และควบคุมแกนนำ 3 คนประกอบด้วย “อานนท์ นำภา-ภาณุพงศ์ จาดนอก-เพนกวิน”

08.00 น. “รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล” แกนนำ นศ. ยังท้าทายกฎหมายออกแถลงการณ์ผ่านเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเรียกร้องให้มวลชนมาร่วมชุมนุมที่บริเวณสีแยกราชประสงค์เวลา 16.00 น. ทว่าถูกตำรวจนำหมายจับบุกรวบตัวพร้อม “ชานนท์ ไพโรจน์” ได้ที่ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ทั้งนี้ ผบ.ตร.ในฐานะ ผบ.ควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ยืนยันว่า ห้ามชุมนุมที่ราชประสงค์ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะดำเนินการจับกุมตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

บทสรุปจุดหมายปลายทางของผู้ชุมนุมและแกนนำที่ไม่เกินความหมายก็คือ “คุก” ปฏิบัติการณ์วิ่งเอาหัวชนกำแพงเช่นนี้ บรรดานักการเมือง “อีแอบ” อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่ยุยงปลุกปั่นนักศึกษาประชาชนให้ร่วมชุมนุมชู 3 นิ้วคือความกล้าหาญ คือสิ่งที่สวยสดงดงามตามระบอบประชาธิปไตยอัปปรีย์ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ต่างอะไรไปจาก “มหาโจรทักษิณ ชินวัตร” ที่ปลุกระดมให้มวลชนคนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง ยิงวัดพระแก้ว ลอยแพให้แกนนำมวลชนติดคุกติดตะราง
คำถามใหญ่คือ “ธนาธร-ปิยบุตร” จะตกอยู่ในฐานะผู้สนับสนุนปลุกปั่นมวลชนด้วยหรือไม่ และจะตกอยู่ในฐานะกบฎล้มล้างการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขด้วยหรือไม่

ถึงวินาทีนี้คงไม่ต้องหยิบมาตรา 112 มาชี้ชะตาม็อบ 3 นิ้ว แค่กฎหมายอาญา การบุกขัดขวางขบวนเสด็จฯ ใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ ปาขวดน้ำใส่รถยนต์ หากเป็น “แม่สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ลูกอย่าง “ธนาธร” จะคิดเห็นอย่างไรที่แม่ของตัวเองถูกคุกคามอาฆาตมาดร้ายเช่นนี้

ภายหลังราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเนื้อหาบางส่วนระบุว่า เป็นการชุมนุมในที่สาธารณะโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายและความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน

 

กรมปศุสัตว์ มีบทบาทสำคัญในการปกป้องดูแลการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และการอยู่รอดของพี่น้องเกษตรกรไทย หาก “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ ยึดมั่นในนโยบายที่มอบให้กับข้าราชการ โดยเฉพาะการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ก็ไม่ควรทอดธุระ ปล่อยให้ “Dr.ONE” ปฏิบัติการสร้างความอัปมงคลเในกระทรวงเกษตรฯ ล้วงลูกแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกรมปศุสัตว์ ซึ่งส่อว่าจะมีการเรียกรับผลประโยชน์ ใครเป็นใคร “เสี่ยต่อ” รู้ดีอยู่แก่ใจ ถ้ายึดมั่นในอุดมการณ์พรรค ก็ควรบอกกล่าวกับผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค เลิกสนับสนุน “พายเรือให้โจรนั่ง” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

 ..........

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น กลายเป็นเหตุผลลำดับต้นๆ ในการปฏิวัติรัฐประหารของกองทัพ เช่นคดีประวัติศาสตร์โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ของอดีตรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สร้างความเสียหายกว่า 7 แสนล้านบาท แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพยายามสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลผสมที่ต้องอาศัยเสียง ส.ส.สนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ นั้น มีส่วนทำลายภาพลักษณ์รัฐบาล ดังปรากฏว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับการุทจริตหลายโครงการ อาทิ การจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.)

พรรคประชาธิปัตย์คือหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งกำกับดูกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ออกมายืนยันถึงความโปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบกรณีการทุจริตการจัดซื้อถุงมือยางมูลค่านับแสนล้านบาท รวมถึงก่อนหน้านี้คือการกักตุนหน้ากากอนามัยช่วงที่ประเทศไทยมีการแพร่ะระบาดของโควิด-19

สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ยุคดิจิตอล “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ จากพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม แม้จะประกาศนโยบายมุ่งมั่นช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อหน้าข้าราชการเสียงดังฟังชัด “ห้ามมีการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการอย่างเด็ดขาด” เพราะต้องการตัดวงจรอุบาทว์ปฏิบัติการถอนทุนคืน การทุจริตคอร์รัปชั่น รู้เห็นเป็นใจนำเข้าสินค้าการเกษตร ปศุสัตว์ เนื้อเถื่อนจะไหลบ่าทะลักเข้าประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำเติมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งคนไทยจะต้องได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย และยังเป็นการทำร้ายเกษตรกรที่เลวร้ายที่สุด รวมถึงการทำลายกลไกตลาดที่น่าเศร้าสลดใจอีกด้วย

ยุคดิสรัปชั่น เสียงเพลงโฆษณาหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จะสิ้นมนต์ขลังหรือไม่ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ว่า “พรรคประชาธิปัตย์ขอรัชใช้ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ แทนประชาชนไทย ซื่อตรง ไม่โกง ไม่กิน”

ทว่า “เลือดใหม่” ซึ่งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ รู้จักกันในนาม “Dr.ONE” เพิ่งกระโดดสวมเสื้อประชาธิปัตย์ อาจไม่สำเหนียกบทเพลงประจำพรรค เพราะสำคัญตนว่าเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.สอบตก คุยโตโอ้อวดว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาบริจาคแบงก์พันน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัมสนับสนุนพรรค ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือแค่เพ้อบ้าน้ำลายสนุกปากหรือไม่???

พฤติกรรม “Dr.ONE” สร้างความลำบากใจให้กับเจ้ากระทรวงฯ “เสี่ยต่อ” มาอย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนที่ประจำอยู่กระทรวงเกษตรฯ มักได้ยินได้ฟังบรรดาข้าราชการบอกเล่าถึงพฤติกรรม “Dr.ONE” แอบอ้าง “รมต.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ล้วงลูกข้าราชการ จน “พญานาค 1” ต้องเตะ “Dr.ONE” ไปดูแลการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ไปสร้างความปั่นป่วน ขรก.การยางมาแล้ว

ล่าสุดกำลังปฏิบัติการป่วน “กรมปศุสัตว์” ในขณะที่ข้าราชการกรมปศุสัตว์กำลังทุ่มเทเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ไม่ให้ย่างกายเข้ามาในเขตราชอาณาจักรไทย เหลือบการเมืองรายนี้ ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ อ้างเสนาบดีสั่ง “ล้วงลูกตั้งโต๊ะแต่งตั้งโยกย้าย ขรก.ปศุสัตว์”

แหล่งข่าวจากกรมปศุวัตว์ เปิดเผยว่า “Dr.ONE” เปิดปฏิบัติการรุกฆาต ผลักดันเด็กในสังกัด จากนายด่านปศุสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ชื่อพ้องกับ “เจ้าป่า” เข้าพิธีปลุกเสกให้เป็นนักกีฬากระโดดไกล เหาะข้ามเขานั่งเก้าอี้ ผอ.กองสารวัตรฯ เพื่อจัดทำโผโยกย้ายนายด่านปศุสัตว์ทั่วประเทศ!!!!

สำหรับกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ กำกับดูแลด่านปศุสัตว์ทั่วประเทศ ชั่วโมงนี้หัวใจของข้าราชการประจำด่านปศุสัตว์ทุกคนหวังให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลความสะอาดปลอดภัยของหมูเห็ดเป็ดไก่ให้ปลอดจากโรคระบาดสัตว์ เมื่อผู้บริโภคอุ่นใจ การจับจ่ายใช้สอยเป็นปกติ ภาวะตลาดไม่สะดุด กลไกทุกตัวขับเคลื่อนไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น หากกองสรวัตรฯ ย่อหย่อน ย่อมเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ดังปรากฏว่ามีการลักลอบนำเนื้อเถื่อนเข้าไทย เมื่อหลายปีก่อน เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ต้องมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ชุดเฉพาะกิจกองสารวัตรฯ บุกเข้าตรวจสอบห้องเย็นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถตรวจยึดเนื้อกระบือแช่แข็งไม่ได้มาตรฐานลักลอบนำเข้าจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ทรงอิทธิพล ทางกรมปศุสัตว์จึงต้องวางบุคลากรที่ซื่อสัตย์ และมีประสิทธิภาพควบคุมดูแลด่านต่างๆ เพื่อสกัดการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์จากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูง

แม้จะมีมาตรการควบคุมดูแลเข้มข้นแล้วก็ตาม ขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือจากประเทศอินเดียผ่านประเทศมาเลเซีย ก่อนทยอยเข้าไทยในลักษณะกองทัพมดตามแนวตะเข็บชายแดนภาคใต้ ก็ยังปฏิบัติการท้าทายกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้

กรมปศุสัตว์ มีบทบาทสำคัญในการปกป้องดูแลการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และการอยู่รอดของพี่น้องเกษตรกรไทย หาก “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ ยึดมั่นในนโยบายที่มอบให้กับข้าราชการ โดยเฉพาะการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ก็ไม่ควรทอดธุระ ปล่อยให้ “Dr.ONE” ปฏิบัติการสร้างความอัปมงคลเในกระทรวงเกษตรฯ ล้วงลูกแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกรมปศุสัตว์ ซึ่งส่อว่าจะมีการเรียกรับผลประโยชน์

ใครเป็นใคร “เสี่ยต่อ” รู้ดีอยู่แก่ใจ ถ้ายึดมั่นในอุดมการณ์พรรค ก็ควรบอกกล่าวกับผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค เลิกสนับสนุน “พายเรือให้โจรนั่ง” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

ยอมรื้อแล้ว! นอมินีอดีตพลตรีหญิง หวั่นโทษหนักจำคุก 3 ปี นำแบ๊คโฮเข้ารื้อ “พัสสาพาฎา รีสอร์ต” 17 หลัง เหตุโดนเตือนบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาแหลม คาด 3 วันแล้วเสร็จ อุทยานฯ พร้อมฟื้นฟูผุดสวนป่าธรรมชาติ

………

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ,นางคณิสรา เชฐบัณฑิตย์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ และนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เดินทางเข้าตรวจรีสอร์ตแห่งหนึ่งใน ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หลังจากปิดประกาศคำเตือนครั้งสุดท้าย ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของอดีตพลตรีหญิง ทหารนอกราชการรายหนึ่ง ที่สร้างบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จำนวน 2 ไร่ 3 งาน รื้อถอนรีสอร์ต 17 หลัง ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นจากเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ภายใน 7 วัน

ล่าสุดวันนี้ (8 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้า เนื่องจากครบกำหนดเวลาตามประกาศให้รื้อถอน

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้จากการสืบสวนในเชิงลึกของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ พบผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังเป็นอดีตข้าราชการทหาร ยศระดับ “พลตรีหญิง” แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถสาวไปถึงตัวได้ โดยนอมินีที่แสดงตัวเป็นเจ้าของ “พัสสาพาฎา รีสอร์ต” แทนอดีตนายทหารหญิงคนดังกล่าวนั้น คือ น.ส.จารุภา เดชจินดารี แต่ น.ส.จารุภา ได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งผู้ที่ต้องดำเนินการรื้อถอนแทนก็คือทายาทโดยธรรมของ น.ส.จารุภา

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทายาทของ น.ส.จารุภา ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ทราบว่าพร้อมและยินยอมที่จะรื้อถอนอาคารบ้านพักของรีสอร์ตทั้ง 17 หลัง มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท เริ่มภายในวันที่ 8 ต.ค. ด้วยการนำรถแบ็กโฮเข้ามารื้อถอนทำลาย จึงได้มีการนัดหมายกันเข้าพื้นที่ในวันนี้ คาดว่าจะใช้เวลาเพียง 3 วัน

จากนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะนำพื้นที่มาฟื้นฟูปลูกต้นไม้ให้กลับมาเป็นผืนป่าดังเดิม โดยจะเปลี่ยนชื่อเป็น “สวนป่าธรรมชาติเขาแหลม”

ทั้งนี้ การที่ผู้ประกอบการยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเองนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากเลยเวลาประกาศให้รื้อถอน ผู้ประกอบการยังดื้อแพ่งไม่ยอมรื้อ ทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จะต้องเข้าดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ตดังกล่าวเสียเอง จากนั้นจะต้องเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีในข้อหา “ฝ่าฝืนประกาศคำสั่งรื้อถอนของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ” ตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมีโทษจำคุก 1-3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท และจะต้องถูกปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะดำเนินการรื้อถอนแล้วเสร็จอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เปิดจุดชมวิว ชมทัศนียภาพ 360 องศา แลนด์มาร์คแห่งใหม่ จ.กระบี่ บนยอดเขาในหมู่เกาะห้อง

.......................

จุดชมวิวแห่งใหม่ของเกาะห้อง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ ทางอุทยานฯ ได้จัดสร้างขึ้นบนยอดเขาสำหรับขึ้นไปชมวิวแบบ 360 องศา หลังจากได้มีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2562 และขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะได้สัมผัสบรรยากาศบนยอดเขาสูง และชมทัศนียภาพของหมู่เกาะต่างๆ ที่อยู่โดยรอบของจุดชมวิวแห่งนี้ ทั้งเกาะพีพี เกาะยาว เกาะกาโรส แหลมสัก และหมู่เกาะห้อง ที่มีเกาะต่างๆ มากมายสลับไปมาแบบฉากของภาพยนตร์เจมบอน ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและหาชมได้ยาก ไม่สามารถหาชมได้หากไม่ได้ไปอยู่บนที่สูง แล้วยังเป็นการทดสอบความพร้อมของร่างกาย ต้องมีความฟิต ที่จะพิชิดจุดชมวิว 360 องศา ที่เกาะห้อง จ.กระบี่ แห่งนี้

นายฑีฆาวุฒิ ศรีบุรินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 ทางอุทยานฯ ได้งบประมาณจากสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 จำนวน 2 แห่ง ซึ่งเป็นในการก่อสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 360 องศาอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ ห้องสุขารวมชายหญิง งบประมาณ 9,700,000 บาท ให้ดำเนินการก่อสร้างจุดชมวิว 360 องศา บนยอดเขาของเกาะห้อง ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 109 เมตร ระยะทาง 239 เมตร บันได 419 ขั้น โดยจะก่อสร้างเป็นเส้นทางขึ้นยอดเขา และลานชมวิวบนยอดเขา ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสมุมมองของหมู่เกาะห้อง

จุดดังกล่าวจะมองเห็นไปถึงเกาะยาว จ.พังงา เกาะพีพี แหลมหางนาค หาดเกาะกวาง หาดคลองม่วง หาดทับแขก อ่าวท่าเลน เกาะกาโรส แหลมสัก รวมทั้งเกาะน้อยใหญ่อีกมากมายที่อยู่บริเวณรอบๆ ตลอดเส้นทางขึ้นจุดชมวิว ก็จะมีพันธุ์ไม้นานาชนิด สภาพธรรมชาติ ภูมิประเทศที่สวยงาม ให้นักท่องเที่ยวได้ชมระหว่างการเดิน

ทางอุทยานฯ คาดว่าจุดชมวิวแห่งนี้ เมื่อเปิดให้เข้าจะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.กระบี่ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาดการเข้าชม ซึ่งขณะนี้อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ได้พร้อมเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวแล้ว

สำหรับเส้นทางเดินเท้าขึ้นจุดชมวิว 360 องศา ทั้งหมดมี 6 ลานพัก หรือจุดพักเหนื่อย A-F โดยเฉพาะลาน A ลานแรกมีความสูงจากพิ้นดิน 60 เมตร เป็นนอกจากเป็นที่พักแล้วยังเป็นจุดไว้หลบภัยสึนามิ

โดยมุมมองทั้งสี่ทิศ ทางทิศเหนือสามารถมองเห็นถึง 13 เกาะ เช่น เกาะเหลากา เกาะปากกะ เกาะยะลาอูตัง เกาะเหลาลาดิง เกาะเหลาเหรียม เกาะผักเบี้ย เป็นต้น

แต่ที่พิเศษ คือ เกาะเหลาลาดิง เกาะผักเบี้ย จะมีหาดทรายสามารถเดินเล่นทำกิจกรรมได้ นอกจากนี้มองสุดสายตาไกลออกไป สามารถมองเห็นยอดเจดีย์วัดแหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ด้านทิศตะวันตก มองเห็นเกาะยาวน้อย ด้านทิศใต้ เกาะยาวใหญ่ เกาะพีพี ยังเกาะเหลาหัง ตะวันวันออก หงอนนาค เกาะปอดะ เกาะไก่ เกาะปอดะ หาดทับแขก อ่าวท่าเลน เป็นต้น

ทั้งนี้ จุดชมวิวที่เกะห้องนั้น มีความสวยงามอย่างมาก เมื่อขึ้นไปจะเห็นวิวของทะเลกระบี่ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะยามเช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นหรือยามเย็นที่พระอาทิตย์ตกดินหลังเกาะยาว จ.พังงา โดยจุดชมวิวแห่งนี้ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

สภาพพื้นที่ของเกาะห้อง ซึ่งดูแลโดยอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ มีการวางระบบควบคุม ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวไว้พร้อม รวมถึงสภาพความสวยงามตามธรรมชาติของพื้น ที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่ทุกคนต้องห้ามพลาดหากมาเที่ยว จ.กระบี่ โดยกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากสุดคือลงเล่นน้ำทะเลที่ใสสะอาด เป็นสีเขียวมรกต รวมทั้งพักผ่อนหย่อนใจตามริมชายหาด บางส่วนก็นิยมเช่าเรือแคนู พายชมความงามรอบเกาะ

ชุดสืบสวนเร่งคลี่คลาย ปม “หมอภู” ยิง ผอ.องค์การสวนสัตว์ฯ ขณะลงพื้นที่ตรวจลูกเก้งเผือกสายพันธุ์พระราชทานหายปริศนา พร้อมหาความจริงโยง “ขบวนการค้าสัตว์ป่า” หรือไม่ ตำรวจตั้ง 5 ประเด็นขัดแย้งภายใน-ทุจริตสวนสัตว์สงขลา หลังมีเหตุร้องเรียน “ป.ป.ท.” ตั้งแต่ปี 61 ทั้งการทุจริตงบฯ ยักยอกทรัพย์สินสวนสัตว์ไปขาย เอื้อพวกพ้อง-เรียกรับผลประโยชน์

...............

ความคืบหน้าการสืบสวนปมทุจริตภายในสวนสัตว์สงขลา ที่อาจเชื่อมโยงกับขบวนการค้าสัตว์ป่า และอาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ต.ค.63 กรณีนายสัตวแพทย์ภูวดล สุวรรณะ หรือหมอภู หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ วิจัยและสุขภาพสัตว์ สวนสัตว์สงขลา ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงนายสุริยา แสงพงค์ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ จนเสียชีวิตภายในที่ทำการสวนสัตว์สงขลา ขณะลงพื้นที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีลูกเก้งเผือกสายพันธุ์พระราชทานหายปริศนา

ล่าสุดวันนี้ (6 ต.ค.) แนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยมี 4 หน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ ทั้งชุดสืบสวนภาค 9 ,ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา ,กองบังคับการปราบปราม และชุดสืบสวนกองบังคับการการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยาการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคลี่คลายคดีนี้

ทั้งนี้ ได้มุ่งประเด็นการสอบสวนหาข้อเท็จจริง 5 เรื่องหลัก ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารงานภายในของสวนสัตว์สงขลา คือ

  1. กรณีที่นกแก้วมาคอร์หาย
  2. กรณีนอแรดเผือกหาย
  3. กรณีเก้งเผือกหายปริศนา โดยเฉพาะ “คุณภูมิ” ที่พบซาก
  4. กรณีการโยกย้ายนายสัตวแพทย์ภูวดล
  5. ความเชื่อมโยงขบวนการค้าสัตว์ป่า

แม้บอร์ดองค์การสวนสัตว์ฯ จะพยายามอธิบายว่า การก่อเหตุภายในสวนสัตว์สงขลา เป็นเพียงการอารมณ์ชั่ววูบ โดยไม่มีเรื่องการทุจริตหรือขบวนการค้าสัตว์ป่าเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น

แต่จากการตรวจสอบพบว่า ภายในสวนสัตว์สงขลา มีปัญหาความขัดแย้งภายใน และมีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตเกิดขึ้นจริง โดยมีการร้องเรียนไปถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขตพื้นที่ 9 ซึ่งรับผิดชอบภาคใต้ตอนล่างด้วย

เรื่องร้องเรียนนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 สำนักงาน ป.ป.ท.เขตพื้นที่ 9 ได้รับเรื่องกล่าวหาคณะผู้บริหารสวนสัตว์สงขลา กระทำการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที โดยมีพฤติการณ์ที่สำคัญ 3 เรื่อง คือ

  1. ทุจริตโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำภายในสวนสัตว์สงขลา ปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 48,900,000 บาท
  2. นำทรัพย์สินของสวนสัตว์สงขลาไปขาย แล้วนำเงินมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว
  3. มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เอื้อประโยชน์ประโยชน์ต่อพวกพ้อง มีส่วนได้ส่วนเสียกับบุคคลภายนอก

สำหรับกรณี “เก้งเผือก” พระราชทาน ที่หายไปจากสวนสัตว์สงขลา เมื่อเดือน ก.พ.63 ที่ผ่านมา และองค์การสวนสัตว์ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นนั้น

ดร.กณิตา อุ่ยถาวร ผู้อำนวยการศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะทีมตรวจพิสูจน์กระดูกปริศนาจากสวนสัตว์สงขลา เปิดเผยว่า กรมอุทยานฯ ได้รับการประสานจากสวนสัตว์สงขลา เมื่อวันที่ 25 พ.ค.63 ว่าพบซากกระดูกภายในส่วนจัดแสดงเก้ง ซึ่งลักษณะตัวอย่างเป็นกระดูกและมีเนื้อแห้งติดกระดูกอยู่ด้วย จึงขอให้ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า ช่วยดำเนินการพิสูจน์ชนิดพันธุ์

ซึ่งเบื้องต้นขณะนั้น สวนสัตว์สงขลาอ้างว่า “เก้งเผือก” หายไป ต่อมาอ้างว่า “ถูกงูเหลือมกิน”

ผลตรวจสอบสรุปว่า เป็นเก้ง และไม่สามารถจำแนกถึงอายุของชิ้นตัวอย่างได้ และไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นเก้งเผือกหรือไม่ ซึ่งตัวอย่างที่รับมารู้ว่า เป็นตัวแรกที่หายไปและเจอกระดูกมากองในส่วนจัดแสดง

ผอ.ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กล่าวว่า ตอนที่รับมาตรวจสอบ ทราบเพียงว่าจะใช้ในการสอบสวนภายในของสวนสัตว์สงขลา ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุ เพิ่งจะได้พูดคุยกับนายสัตวแพทย์ภูวดล ที่ติดต่อเรื่องผลสอบฯ มาตลอดสัปดาห์

“ป.ป.ท.” ประสาน บก.ปปป. บุกรวบ “2 วิศวกร” กระทรวงพลังงาน เรียกรับผลประโยชน์บริษัทเอกชน แก้ไขเปลี่ยนแปลงกิจการคลังน้ำมัน หมดอนาคตแค่เรียกรับใต้โต๊ะ 5 หมื่นบาท
...............
 
พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยกรณีได้รับแจ้งจากผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกระทรวงพลังงานเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เพื่อดำเนินการยื่นเรื่องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการคลังน้ำมัน
 
ต่อมาวันนี้ (5 ต.ค.63) ได้มอบหมายให้นายภูมิวิศาล เกษมศุข รองเลขาธิการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.งามพล บุญลิ่มเต็ง ผอ.กปท.1 ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำโดย พ.ต.อ.ตรัยฤกษ์ ปัญญาไตรรัตน์ ผกก.1 บก ปปป. เข้าจับกุมผู้ต้องหารายดังกล่าว ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคาร A เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
 
พ.ต.ท.วันนพ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ท.ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทแห่งหนึ่งให้ดำเนินการยื่นเรื่องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการคลังน้ำมัน ที่กองความปลอดภัยธุรกิจน้ำมัน กรมธุรกิจพลังงาน เมื่อวันที่ 22 ก.ค.63 ซึ่งได้ไปยื่นเรื่องแบบคำขอศูนย์บริการธุรกิจพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการคลังน้ำมัน ระยะที่ 1 (ชลบุรี) โดยมีนายฐาปณพงษ์ พาสนพัฒน์ ตำแหน่งวิศวกรชำนาญการ สังกัดกองความปลอดภัยธุรกิจน้ำมัน เป็นเจ้าหน้าที่รับเรื่อง และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ นายฐาปณพงษ์ได้แจ้งให้ผู้เสียหายไปพบที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แล้วแจ้งว่าให้แก้ไขแบบที่ยื่นฯ โดยไม่มีการลงนามแจ้งแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผู้เสียหายได้ยินยอมที่จะแก้ไข เนื่องจากต้องการให้เรื่องเสร็จสิ้นภายในกรอบระยะเวลาของการยื่นเรื่อง คือ 45 วัน
 
จากนั้น นายฐาปณพงษ์ได้มีการพูดคุยกับผู้เสียหายและมีการเรียกรับเงิน จำนวน 50,000 บาท โดยอ้างว่าจะต้องนำไปให้หัวหน้างานในลำดับถัดไป ดำเนินการพิจารณาอนุญาตเรื่องที่ยื่นฯ แต่ทางผู้เสียหายได้ต่อรองเหลือ 20,000 บาท โดยจะนัดหมายเพื่อจ่ายเงินหลังจากที่ได้มีการเซ็นรับใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว
 
สำหรับการบุกรวบ 2 วิศวกรในครั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท.ได้ประสานงานและวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ดำเนินการเข้าจับกุม โดยจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย คือ นายจักรชัย ตั้งปรัชญากูล ตำแหน่งวิศวกรชำนาญการพิเศษ และนายฐาปณพงษ์ พาสนพัฒน์ ตำแหน่งวิศวกรชำนาญการ สังกัดกองความปลอดภัยธุรกิจน้ำมัน กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ได้นำตัวส่ง สน.บางซื่อ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“พาณิชย์” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค-กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ จัดมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ฯ ชูของดีกลุ่มภาคเหนือ 17 จังหวัด-สินค้า GI บุกตลาดอีสาน จ.สุรินทร์ 23-27 ก.ย.นี้

 

“บอร์ด อคส.” สั่งระงับสัญญาซื้อถุงมือยางแสนล้าน จ่ออายัดเงินมัดจำ 2,000 ล้าน ชง “ดีเอสไอ-ปปง.” ฟันปมทุจริต! “อดีตรักษาการฯ” โต้ไม่มีนอกใน ชี้เป็นโอกาสทำกำไร-ล้างขาดทุน อ้างเรื่องเร่งด่วน-แอบเซ็นงบฯ ไม่ผ่านบอร์ด

รอรับได้เลย! “รมว.ทส.” สั่งดำเนินคดีนักท่องเที่ยวทิ้งขยะบนอุทยานแห่งชาติ พร้อมส่งขยะคืนเจ้าของถึงบ้าน ขอความร่วมมือท่องเที่ยวแบบ New Normal มีจิตสำนึก-ช่วยกันรักษาความสะอาด

Page 1 of 28