เมา ‘กัญชา’ ลืมตำรับยาไทย

“กัญชาเสรี” ถูกจุดพลุขึ้นมาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ โดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และอาจารย์ใหญ่อย่าง นายเนวิน ชิดชอบ เป็นหัวเรือใหญ่ สาระสำคัญของนโยบายกัญชาเสรี ที่ภูมิใจไทยนำมาโฆษณาระหว่างการหาเสียง พอสรุปความได้ว่า พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันกัญญาชาเสรีให้เป็นรูปธรรม จะเร่งแก้กฎหมายปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด

พร้อมหยอดคำหวานเกษตรกรไทยจะต้องมีฐานะร่ำรวย ลืมตาอ้าปากด้วยกัญชา โดยแต่ละครัวเรือนจะสามารถปลูกกัญชาได้ 6 ต้น และ จะมีรายได้ครัวเรือนละกว่า 4 แสนบาทต่อปี

กลิ่นกัญชาช่างเย้ายวนหอมหวนไปทั่วแผ่นดิน ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือก ส.ส.เข้ามากว่า 50 ที่นั่ง

ทุกอย่างเดินไปตามแผนภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยเสี่ยหนูสัญญากับพี่น้องประชาชนว่าจะทำเรื่อง กัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยทางการแพทย์ นโยบายนี้ต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน

“เราต้องได้เห็นแต่ละบ้านปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้นอย่างแน่นอน เพราะพรรครู้มาตลอดว่านโยบายนี้ทำให้พรรคได้รับโอกาสเข้ามาในสภาครั้งนี้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่มีพรรคภูมิใจไทยสมัยหน้า”

ขณะที่เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ พิจารณาตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมเฉพาะรายของหมอพื้นบ้าน โดยมี นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานคณะกรรมการฯ และมีการพิจารณาตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชา จำนวน 2 ตำรับ คือ น้ำมันกัญชาของนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี และตำรับจอดกระดูก จ.กาฬสินธุ์

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ อนุญาตตำรับจอดกระดูกของหมอพื้นบ้าน จ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วน ส่วนตำรับน้ำมันกัญชาของนายเดชา ยังติดเรื่องคุณสมบัติของนายเดชาซึ่งจะต้องเป็นหมอพื้นบ้านตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2556 โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ ต้องกลับไปทำเรื่องคุณสมบัติของนายเดชาให้ถูกต้อง

จะเห็นได้ว่า ยังมีกฎหมายและระเบียบอีกมากมายที่ขัดขวางหมอพื้นบ้าน แม้จะมีผลการรักษาที่เป็นรูปธรรม แต่ยังไม่สามารถยืนหยัดเป็นแพทย์แผนทางเลือกให้กับคนไทย อาทิ การได้รับรองเป็นหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย หมอพื้นบ้านต้องรักษาคนไข้ในท้องถิ่นตัวเองเท่านั้น ห้ามจ่าย และห้ามเรียกรับเงินค่ารักษา เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้คือการทำลายภูมิปัญญาบรรพบุรุษของไทย ที่น่าเศร้าสลดใจที่สุด!!!

กฎกติกาข้างต้น นอกจากจะไม่ส่งเสริมแพทย์แผนไทยแล้ว ยังเป็นการทำลายเสียมากกว่า แม้แต่ละปีจะมีงบประมาณทุ่มเทลงมาเพื่อพัฒนาแพทย์แผนไทย แต่ดูเหมือนว่ามีการใช้งบประมาณไปในทิศทางที่ไม่สู้จะเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร สนับสนุนยาเชิงเดี่ยว ไม่มีการรับรองตำรับยา จึงทำให้ตำรับยาโบราณที่มีคุณค่า และสามารถใช้รักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูญหายไปกับกาลเวลา 

ความหวังริบหรี่ปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้นโกย 4 แสนบาท

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการออกมาเคาะกะลาให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาได้ครัวเรือนละ 6 ต้น และจะมีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 4 แสนกว่าบาท เพราะต้องแก้ไขกฎหมายปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด จึงเป็นแทบไม่ได้เลยว่าประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนับสนุนเลือกพรรคภูมิใจไทย จะสามารถปลูกกัญชาได้ทั่วประเทศตามที่โฆษณาหาเสียงไว้

เพราะพอเอาเข้าจริง ๆ ก็จะเห็นลีลาของนักการเมือง ว่าจะต้องรอคอยการแก้ไขกฎหมาย ต้องค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากหน่วยงานราชการก่อน ไม่ใช่กัญชาเสรีอย่างที่หาเสียงไว้ ใครจะปลูกก็มาขึ้นทะเบียนปลูกบ้านละ 6 ต้น ฟันเงินต่อปีกว่า 4 แสนบาท เห็นทีชาวนาคงต้องเลิกปลูกข้าวแน่ ๆ

สิ่งที่เป็นไปได้ แต่นักการเมืองไม่คิดจะทำ???

รายงานชิ้นนี้ขอโฟกัสไปที่การสนับสนุนแพทย์แผนไทยอย่างจริงจัง และจริงใจ เรื่องนี้สามารถทำได้ไม่ยากเหมือนอย่างกัญชา เพราะแค่เพียงแก้ไขกฎระเบียบพระเจ้าเหาที่ไม่ส่งเสริมแพทย์แผนไทย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปิดใจกว้างรับยาสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

ตำรับยาสมุนไพรไทยควรจะได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ซึ่งจะยังประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร และประชาชนที่มีฐานะยากจนได้เข้าถึงการรักษา อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระภาครัฐไปในเวลาเดียวกัน

สถานการณ์ยาสมุนไพรไทยเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง จากองค์ประกอบข้างต้น เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจที่จะส่งเสริมผลักดันให้เป็นแพทย์แผนทางเลือก ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้หมอพื้นบ้าน หรือตำรับยาสมุนไพรชั้นเลิศเป็นที่ยอมรับในแวดวงสาธารณสุข

ดังมีตัวเลขบ่งชี้ว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่มีความมั่นใจที่จะจ่ายยาสมุนไพรไทยให้กับผู้ป่วย เพราะขาดความเชื่อมั่น หรือจะมีการจ่ายยาสมุนไพรไทย ก็เป็นส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบันที่นำเข้าจากต่างประเทศ

 

บทสรุปที่แสนจะงี่เง่า ได้กลายเป็นภาพหลอกหลอนวงการสาธารณสุขไทยมาอย่างยาวนาน หลังม่านควันฝิ่นเจือจาง นับจากมีคำสั่งปิดโรงฝิ่น รัฐบาลกำหนดให้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับกัญชาที่เดิมบรรพบุรุษไทยใช้เป็นยาเข้าตำรับรักษาโรคร้ายนานาชนิด เมื่อราชการบัญญัติให้เป็นยาเสพติดทุกอย่างก็ผิดกฎหมายไปเสียหมด

“ฝิ่น-กัญชา” คือกระจกเงาสะท้อนความเขลาเบาปัญญาของสาธารณสุขไทยหรือไม่ เพราะทุกวันนี้มอร์ฟีนก็สกัดจากฝิ่น ส่วนกัญชาฝรั่งเขาก็สกัดเป็นยามาขายให้กับเรา หลัก ๆ ก็คือยาแผนปัจจุบันก็มาจากสมุนไพรทั้งนั้น แต่ฝรั่งเขาใช้เทคโนโลยีสกัดเอาส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไป และทำบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย ส่งมาขายไทยในราคาที่สูงเกินกว่าที่ชาวบ้านคนยากจนจะเข้าถึงได้

ภารกิจในกระทรวงสาธารณสุขในมือของ “หมอหนู” จึงไม่ใช่แค่เรื่องกัญชาที่เป็นเรื่องยากเหมือนเข็ญครกขึ้นภูเขา และการส่งเสริมดูแล อสม. เท่านั้น แต่ควรที่จะส่งเสริมแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะตำรับยาสมุนไพรไทยให้เป็นรูปธรรม ซึ่งยังมีหมอโบราณเป็นจำนวนมาก รอคอยที่จะพิสูจน์ตำรับยาสมุนไพรไทยนี้ดีจริง ไม่เป็นรองชาติใดในโลก

 

กรณีศึกษาอย่าง นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือ “หมอเณร” ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ซึ่งเพาะบ่มวิชาความรู้จากบรรพบุรุษ รวมถึงตำรายาสมุนไพรไทยโบราณรักษาผู้คนพ้นจากความตายมาแล้วนักต่อนัก โรคเบาหวานที่เป็นแผลเน่า และต้องตัดแขนขา หรือแม้แต่โรคหลอดเลือดหัวใจ ตำรับยาหมอเณร สามารถเอาชนะโรคเหล่านี้ได้ ซึ่งหมอเณรไปไกลกว่าที่คิด เพราะฝรั่งตาน้ำข้าวรับรู้ถึงสรรพคุณสมุนไพรหมอเณร บินมาให้แกรักษาถึงไร่สมุนไพรหมอเณรเลยทีเดียว แต่น่าแปลกใจที่กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยเหลียวแลสนับสนุนตำรับยาสมุนไพรไทยนี้เลย

บทสรุปต้องวัดใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ... “หมอหนู” จะส่งเสริมกัญชาเสรีปลูกได้บ้านละ 6 ต้นฟัน 4 แสนบาทต่อปี หรือจะกลายเป็นแค่ควันหลงเมากัญชาชั่วข้ามคืน สุดท้าย “บ้องกัญชาก็แตก” หรือจะสนับสนุนตำรับยาสมุนไพรไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก คงต้องติดตามกันด้วยใจจดจ่อ 

‘หมอยาท่าน้ำนนท์’