อุทยานฯ แจงปมพิพาท ‘แก่งกระจาน’ ดึงชุมชนร่วมจัดการพื้นที่มรดกโลก!

เหตุชนเผ่าฯ ค้านขึ้นทะเบียนผืนป่ามรดกโลก “แก่งกระจาน” ! กรมอุทยานแห่งชาติฯ โร่แจงทุกประเด็น เน้นแก้ปัญหาชาวกะเหรี่ยง-เปิดทางชุมชนมีส่วนร่วมจัดการพื้นที่มรดกโลก แนะคนอยู่กับป่าอย่างสมดุล

ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ได้ประกาศขึ้นทะเบียนพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทาง ภายใต้หลักเกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกําเนิด ซึ่งรวมไปถึงถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก นับว่าเป็นข่าวดีของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่า

แต่อย่างไรก็ตาม เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ได้ออกแถลงการณ์ว่า ไม่อาจร่วมแสดงความยินดีต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่มีการขอฉันทามติและการยินยอมจากชุมชน สะท้อนว่ามีการละเลยและไม่คำนึงถึงสิทธิของชุมชนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยมาก่อนการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง ยกฟ้องดำเนินคดีกับชาวบ้านบางกลอยในข้อหาบุกรุกและทำลายป่า ยุติการคุกคามต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลงไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน และรับฟังความคิดเห็นและเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลก

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ข้อเรียกร้องในการแก้ไขปัญหาของชาวกระเหรี่ยง ให้เป็นยังเป็นไปตามมติของคณะกรรมการมรดกโลกนั้น ปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน พร้อมดำเนินการสำรวจการถือครองที่ดินในเขตอนุรักษ์เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการจัดทำอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการขอให้ยกฟ้องดำเนินคดีกับชาวบ้านบางกลอย ในข้อหาบุกรุกและทำลายป่า เพราะอ้างว่าสิ่งที่ชาวบ้านกระทำไปนั้น เป็นการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพตามแนววิถีปฏิบัติ ประเพณีในพื้นที่นับแต่บรรพบุรุษของตนเท่านั้น จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่บริเวณที่เรียกว่าใจแผ่นดิน ซึ่งอยู่ใกล้แดนไทย-เมียนมา และเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A กรมการปกครองยืนยันว่า ไม่เคยจดทะเบียนบ้านใจแผ่นดินในสารบบไว้แต่อย่างใด จากข้อมูลในปี 2539 พื้นที่บริเวณใจแผ่นดิน เกิดปัญหาชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ มีการสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนพบว่ามีกลุ่มคนเข้าไปตั้งเพิงพักในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ใกล้กับฐานปฏิบัติการใจแผ่นดิน บริเวณบางกลอยบนและห้วยสามแพร่ง โดยไม่มีสิทธิในที่ดิน

ต่อมา หน่วยงานความมั่นคงได้เจรจาให้คนกลุ่มดังกล่าว ลงมาอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ที่รัฐจัดให้ บริเวณพื้นที่บ้านบางกลอย (ล่าง) อยู่ใกล้บ้านโป่งลึกซึ่งมีกลุ่มชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาก่อนแล้ว เพื่อให้ได้รับสวัสดิการพื้นฐาน เช่น โรงเรียน สถานีอนามัย และมีโครงการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตโดยหน่วยงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดตั้งเป็นหมู่บ้านตามสารบบของกรมการปกครอง เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเคลื่อนย้ายชาวบ้านมาอยู่อาศัยที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย (ล่าง) ในช่วงปี 2541–2552 นั้น กลับมีกลุ่มคนบางส่วนย้อนกลับขึ้นไปยังบริเวณพื้นที่บางกลอย (บน) และบุกรุก โค่นล้มต้นไม้ใหญ่เพื่อปลูกข้าวไร่ พริก รวมทั้งพบการปลูกกัญชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินคดีกับผู้บุกรุกตามกฎหมาย และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินในบริเวณพื้นที่ที่บุกรุกและฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกให้ฟื้นฟูกลับสู่สภาพธรรมชาติเดิม

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา กรณีผู้ฟ้องคดีขอกลับคืนพื้นที่ใจแผ่นดิน ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินหรือหลักฐานแสดงการได้รับอนุญาตให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้

และเมื่อวันที่ 26 ก.พ.64 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจยึดพื้นที่บุกรุกดังกล่าว พร้อมจับกุมผู้ต้องหา รวม 22 ราย โดยศาลจังหวัดเพชรบุรี นัดฟังคำฟ้องในวันที่ 29 ก.ค.นี้

นายธัญญา กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่เคยคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่ม หรือบุคคลที่ลงไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้านแต่อย่างใด ในส่วนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นั้น ได้ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ และได้ประสาน อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่ เพื่อการบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนบ้านบางกลอยมาโดยตลอด ทั้งการสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ขนย้าย และยานพาหนะเพื่อขนส่งสิ่งของ แต่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ มีความจำเป็นต้องมีความเข้มงวดในการเข้า-ออกพื้นที่ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อ ทั้งนี้ เป็นการดำเนินมาตรการร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน

“กรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็น และเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลก ซึ่งเป็นพื้นที่บรรพบุรุษและพื้นที่จิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงด้วย ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ”

พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษามรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน โดยให้มีผู้แทนจากกลุ่ม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อกำหนดแผนในการจัดทำโครงการศึกษาและการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่แหล่งมรดกโลกอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อคนอยู่กับป่าอย่างสมดุล